เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสีผมออมเบร (Ombre)

Waraporn | 25 ธันวาคม 2017
×

การทำสีผมแบบสีเดียวมันธรรมดาไปแล้ว ตอนนี้มีเทคนิคใหม่ๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนสีผมของคุณให้ดูสวยและมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือการทำสีผมแบบออมเบร (Ombre) ที่เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้นค่ะ

ออมเบร (Ombre) แปลว่า “แรเงา” เป็นคำศัพท์ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งนำมาใช้ในการไล่เฉดสีจากโทนสีเข้มไปหาโทนสีอ่อน และจะมีการไล่สีให้กลมกลืนกัน โดยสามารถจับคู่สีที่ใกล้เคียงกัน อย่างสีนู้ดและสีม่วง หรือ แม้แต่คู่สีที่ต่างกันอย่าง สีดำกับสีชมพู ซึ่งต่างก็สามารถนำมาทำสีแบบออมเบรได้เช่นกัน

ในปัจจุบันมีการใช้เทคนิคไล่สีแบบออมเบรมาใช้กับการแต่งหน้า, การทำเล็บ และการทำสีผม เป็นต้น ซึ่งการทำสีผมโดยใช้เทคนิคออมเบร นั้นต่อยอดมาจาก Dip Dye ที่จะเป็นสีที่แบ่งกันอย่างชัดเจน ในขณะที่ออมเบรจะเป็นการไล่เฉด ทำให้สีดูนุ่มนวลและสวยกว่า

สำหรับสาวๆ ที่รักในแฟชั่นการทำสีผม การทำผมสีเดียวอาจจะดูธรรมดาไปแล้วสำหรับคุณ All Things Hair จึงขอเชิญชวนสาวๆ ทุกคนมาดูสไตล์การสีผมแบบออมเบรที่จะทำให้คุณอยากเข้าร้านทำผมกันเลยทันที

4 สไตล์สีผมออมเบร Ombre

Ombre
ซอมเบร (Sombre) (Credit : Shutterstock)

ซอมเบร (Sombre)

การทำสีผมโดยใช้เทคนิคออมเบรมีหลากหลายสไตล์ด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในสไตล์ที่ดีที่สุดก็คือการย้อมสีผมแบบซอมเบร (Sombre) ซึ่งมากจากคำว่า Soft Ombre เป็นเทคนิคการไล่สีผมจากโคนผมสีเข้ม ไล่สีอ่อนลงเรื่อยๆ ไปยังปลายผม ซึ่งจะเพิ่มเสน่ห์ให้สีผมสวยยิ่งกว่าเดิม และดูสวยงามเป็นธรรมชาติ โดยการย้อมสีผมแบบซอมเบร (Sombre) จะมีสีปลายผมที่อ่อนกว่า หรือ สว่างกว่าโคนผม จึงเป็นเหมือนเป็นการไล่สีผมนั่นเอง

 

Ombre
บาลายาจ (Balayage) (Credit : Shutterstock)

บาลายาจ (Balayage)

จริงๆ แล้วสีผมบาลายาจ และ ออมเบร นั้นมีคล้ายคลึงกันอยู่มาก แต่มีความต่างกันตรงที่ การทำสีผมแบบบาลายาจจะเน้นไปในทางไฮไลต์มากกว่า คือส่วนปลายผมจะไม่ได้สว่างหมด แต่จะมีสีเข้มปะปนอยู่ด้วย เพื่อที่จะทำให้ดูมีความเป็นธรรมชาติ โดยสีผมบาลายาจนั้นจะต้องให้ความรู้สึกลื่นไหล ดูแล้วมองไม่ออกว่าสีสว่างเริ่มจากจุดไหน หรือ สีมืดสิ้นสุดลงที่จุดใด แม้จะทำการไดร์ผมตรงก็ตาม ทั้งนี้การทำสีบาลายาจอาจมีหลายสีก็ได้

โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ แชมพู

Editor’s tip : หลังจากทำสีผม ควรแชมพูที่ช่วยฟื้นบำรุงผมแห้งเสีย อย่าง โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ แชมพู และครีมบำรุงผม เนื่องจากในช่วงที่ทำสีผมนั้น ผมเราย่อมถูกทำให้อ่อนแอลงจากสารเคมีที่ย้อม การบำรุงผมให้กลับมาแข็งแรง นอกจากจะทำให้ผมกลับมาดูดีแล้ว ยังทำให้สีผมของเราดูสวย เปล่งประกายมากขึ้นกว่าผมที่ดูแห้งเสียและชี้ฟูอย่างแน่นอน

 

Ombre
ออมเบรแบบไล่จากเฉดสีอ่อนไปเฉดสีเข้ม (Credit : Shutterstock)

ออมเบรแบบไล่จากเฉดสีอ่อนไปเฉดสีเข้ม (Reverse Ombre)

หากสีผมเดิมของคุณที่เคยย้อมไว้มีสีอ่อนอยู่แล้ว ก็สามารถใช้เทคนิคการทำสีผมแบบออมเบรได้เช่นกัน แต่ครั้งนี้จะทำในแบบที่สลับกัน โดยจะย้อมปลายผมให้เป็นสีเข้มแทน ซึ่งต่างกับการทำสีออมเบรทั่วไปที่จะให้ปลายผมมีสีอ่อนกว่า และสว่างกว่า ทว่าออมเบรแบบไล่จากเฉดสีอ่อนไปเฉดสีเข้มแบบนี้ก็เป็นสไตล์ที่ดูเก๋ไก๋ไปอีกแบบหนึ่ง

Ombre
แฟลมโบยาจ (Flamboyage) (Credit : Shutterstock)

แฟลมโบยาจ (Flamboyage)

หากคุณตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำสีผมแบบออมเบร หรือ บาลายาจ ดี การทำสีผมแบบแฟลมโบยาจ (Flamboyage) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยแฟลมโบยาจ (Flamboyage)เป็นเทคนิคที่ผสมผสานระหว่างออมเบรแบบดั้งเดิม และเติมไฮไลต์แบบบาลายาจเข้าไป เพื่อให้สีผมมีการไล่เฉดสีที่ดูสวยเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

เทรซาเม่ เคราติน สมูท มาส์ก

Editor’s tip : สาวทำสีผมทั้งหลายจะพลาดเรื่องของการบำรุงผมไปเลยไม่ได้เลยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นสาวๆ จึงควรทำทรีตเม้นท์ด้วย เทรซาเม่ เคราติน สมูท มาส์ก มาสก์สูตรเข้มข้นพิเศษ ที่ผสานคุณค่าเคราติน ช่วยฟื้นบำรุงผมที่แห้งชี้ฟูเส้นต่อเส้นอย่างล้ำลึก

สิ่งสำคัญในการทำสีผมไม่ว่าจะเป็นแบบออมเบร หรือแบบไหนๆ ก็ตามคือ การเลือกสีผมให้เหมาะกับตัวเอง เพราะแน่นอนว่าการทำสีผมให้เข้ากับทรงผมที่ออกแบบมา ก็จะช่วยทำให้คุณดูโดดเด่น และขับผิวให้ดูสวยมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้สาวๆ สามารถติดตามเรื่องราวและไอเดียดีๆ อีกมากมาย กันได้ใน สีผม หรือ กดติดตามเรากันได้ทางทวิตเตอร์ ที่ @ATHThailand กันได้เลยนะคะ